10
May2026

ความลับทางการค้า และ สิทธิบัตร มีความแตกต่างกันในทางกฎหมายแต่ทั้งสองอย่างมีลักษณะคล้ายกันกันเป็นข้อมูลที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมเหมือนกันและมักส่งเสริมซึ่งกันและกันในกระบวนการสร้างสรรค์ การประดิษฐ์ และ เชิงนวัตกรรม

ความลับทางการค้า คือ เกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นความลับ ที่ความลับนั้นส่งผลให้เกิดความสำเร็จของงานเป้าหมาย และ เข้าถึงได้เฉพาะในกลุ่มคนจำนวนจำกัดเท่านั้น แต่ไม่มีอายุการคุ้มครอง รวมถึงข้อมูลทางเทคนิค เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิต ข้อมูลการวิจัยเชิงทดลอง อัลกอริทึมซอฟต์แวร์ และข้อมูลเชิงพาณิชย์ เช่น วิธีการจัดจำหน่าย รายชื่อซัพพลายเออร์และลูกค้า และกลยุทธ์การโฆษณา ข้อมูลทางการเงิน สูตรและวิธีการผลิต และรหัสต้นฉบับ

สิทธิบัตร คือ สิทธิทางกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูล กรรมวิธีการทำ เครื่องมือ สินค้า ที่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวเป็นระยะเวลาจำกัด เช่น 10 ปี 20 ปี เพื่อใช้ในการผลิต ใช้ หรือจำหน่ายสิ่งประดิษฐ์นั้น ได้แต่เพียงผู้เดียว

ความลับทางการค้ามีอยู่สองประเภท

ประเภทแรก คือ ข้อมูลที่มีคุณค่าแต่ไม่ตรงตามเกณฑ์การจดสิทธิบัตร ถือว่าไม่มีขั้นประดิษฐ์และไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาจดสิทธิบัตรได้ เช่น ข้อมูลเชิงพาณิชย์ ข้อมูลกระบวนการผลิต ที่ (ไม่เข้า) กฎหมายสำหรับการจดสิทธิบัตร 3 ข้อคือ
(1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
(2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขึ้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และ
(3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม

ประเภทที่สองคือ สิ่งประดิษฐ์ที่ตรงตามเกณฑ์การจดสิทธิบัตร และ (เข้า) เกณฑ์กฎหมายสำหรับการจดสิทธิบัตร 3 ข้อคือ
(1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
(2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขึ้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และ
(3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม

ข้อดีและข้อเสียบางประการของความลับทางการค้าที่มีผลต่อสิทธิบัตร คือ

1.สิทธิบัตรที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและป้องกันการทำซ้ำนั้นหากในเนื้อหาของสิทธิบัตรมีข้อมูลความลับทางการค้าอยู่ด้วยจะทำให้การทำซ้ำนั้นทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลยในบางกรณี ความลับนั้นถูกซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ การทำวิศวกรรมย้อนกลับและค้นพบความลับนั้นได้จะมีความยากและความซับซ้อน ทำให้มูลค่าของสิทธิบัตรมีมูลค่าสูงมากเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงความลับทางการค้านั้นได้

2.ความลับทางการค้า และ สิทธิบัตร ส่งเสริมซึ่งกันและกันกฎหมายความลับทางการค้ามักจะเสริมกฎหมายสิทธิบัตรในขั้นตอนแรกๆ ของกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม จนกว่าจะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์

3.ความลับทางการค้าฟ้องบุคคลที่สามไม่ได้ฟ้องได้เฉพาะบุคคลที่ลงนามตามสัญญารักษาความลับเท่านั้น แต่สิทธิบัตรสามารถฟ้องบุคคลที่สามได้ตามกฎหมายสิทธิบัตร

4.การคุ้มครองความลับทางการค้าไม่มีกำหนดเวลา แต่ สิทธิบัตรมีอายุสูงสุด 20 ปี ความลับทางการค้าไม่มีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนและไม่มีขั้นตอนการจดทะเบียน แต่สิทธิบัตรมีค่าใช้จ่ายสูงและมีขั้นตอนการจดทะเบียนกับทางราชการ

5.ความลับทางการค้านั้นยากต่อการบังคับใช้มากกว่าสิทธิบัตร เนื่องจากการพิสูจน์การละเมิดความลับทางการค้านั้นค่อนข้างยาก และ มีเงื่อนไขหลายประการ

พระราชบัญญัติสิทธิบัตร  

พระราชบัญญัติความลับทางการค้า

สรุป

ความลับทางการค้าและสิทธิบัตร นั้นส่งเสริมกันด้านข้อมูลและด้านการบังคับใช้ทางกฎหมาย การพอเหมาะพอดีของและขอบเขตการเลือกต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง โดยเฉพาะต้องคำนึงถึง การทำวิศวกรรมย้อนกลับและค้นพบความลับนั้นได้ทำได้ง่ายหรือยาก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

แอดไลน์ ความแตกต่างระหว่างสิทธิบัตร และ ความลับทางการค้า
10
May2026

ความลับทางการค้า และ สิทธิบัตร มีความแตกต่างกันในทางกฎหมายแต่ทั้งสองอย่างมีลักษณะคล้ายกันกันเป็นข้อมูลที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมเหมือนกันและมักส่งเสริมซึ่งกันและกันในกระบวนการสร้างสรรค์ การประดิษฐ์ และ เชิงนวัตกรรม

ความลับทางการค้า คือ เกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นความลับ ที่ความลับนั้นส่งผลให้เกิดความสำเร็จของงานเป้าหมาย และ เข้าถึงได้เฉพาะในกลุ่มคนจำนวนจำกัดเท่านั้น แต่ไม่มีอายุการคุ้มครอง รวมถึงข้อมูลทางเทคนิค เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิต ข้อมูลการวิจัยเชิงทดลอง อัลกอริทึมซอฟต์แวร์ และข้อมูลเชิงพาณิชย์ เช่น วิธีการจัดจำหน่าย รายชื่อซัพพลายเออร์และลูกค้า และกลยุทธ์การโฆษณา ข้อมูลทางการเงิน สูตรและวิธีการผลิต และรหัสต้นฉบับ

สิทธิบัตร คือ สิทธิทางกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูล กรรมวิธีการทำ เครื่องมือ สินค้า ที่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวเป็นระยะเวลาจำกัด เช่น 10 ปี 20 ปี เพื่อใช้ในการผลิต ใช้ หรือจำหน่ายสิ่งประดิษฐ์นั้น ได้แต่เพียงผู้เดียว

ความลับทางการค้ามีอยู่สองประเภท

ประเภทแรก คือ ข้อมูลที่มีคุณค่าแต่ไม่ตรงตามเกณฑ์การจดสิทธิบัตร ถือว่าไม่มีขั้นประดิษฐ์และไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาจดสิทธิบัตรได้ เช่น ข้อมูลเชิงพาณิชย์ ข้อมูลกระบวนการผลิต ที่ (ไม่เข้า) กฎหมายสำหรับการจดสิทธิบัตร 3 ข้อคือ
(1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
(2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขึ้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และ
(3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม

ประเภทที่สองคือ สิ่งประดิษฐ์ที่ตรงตามเกณฑ์การจดสิทธิบัตร และ (เข้า) เกณฑ์กฎหมายสำหรับการจดสิทธิบัตร 3 ข้อคือ
(1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
(2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขึ้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และ
(3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม

ข้อดีและข้อเสียบางประการของความลับทางการค้าที่มีผลต่อสิทธิบัตร คือ

1.สิทธิบัตรที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและป้องกันการทำซ้ำนั้นหากในเนื้อหาของสิทธิบัตรมีข้อมูลความลับทางการค้าอยู่ด้วยจะทำให้การทำซ้ำนั้นทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลยในบางกรณี ความลับนั้นถูกซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ การทำวิศวกรรมย้อนกลับและค้นพบความลับนั้นได้จะมีความยากและความซับซ้อน ทำให้มูลค่าของสิทธิบัตรมีมูลค่าสูงมากเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงความลับทางการค้านั้นได้

2.ความลับทางการค้า และ สิทธิบัตร ส่งเสริมซึ่งกันและกันกฎหมายความลับทางการค้ามักจะเสริมกฎหมายสิทธิบัตรในขั้นตอนแรกๆ ของกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม จนกว่าจะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์

3.ความลับทางการค้าฟ้องบุคคลที่สามไม่ได้ฟ้องได้เฉพาะบุคคลที่ลงนามตามสัญญารักษาความลับเท่านั้น แต่สิทธิบัตรสามารถฟ้องบุคคลที่สามได้ตามกฎหมายสิทธิบัตร

4.การคุ้มครองความลับทางการค้าไม่มีกำหนดเวลา แต่ สิทธิบัตรมีอายุสูงสุด 20 ปี ความลับทางการค้าไม่มีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนและไม่มีขั้นตอนการจดทะเบียน แต่สิทธิบัตรมีค่าใช้จ่ายสูงและมีขั้นตอนการจดทะเบียนกับทางราชการ

5.ความลับทางการค้านั้นยากต่อการบังคับใช้มากกว่าสิทธิบัตร เนื่องจากการพิสูจน์การละเมิดความลับทางการค้านั้นค่อนข้างยาก และ มีเงื่อนไขหลายประการ

พระราชบัญญัติสิทธิบัตร  

พระราชบัญญัติความลับทางการค้า

สรุป

ความลับทางการค้าและสิทธิบัตร นั้นส่งเสริมกันด้านข้อมูลและด้านการบังคับใช้ทางกฎหมาย การพอเหมาะพอดีของและขอบเขตการเลือกต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง โดยเฉพาะต้องคำนึงถึง การทำวิศวกรรมย้อนกลับและค้นพบความลับนั้นได้ทำได้ง่ายหรือยาก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

แอดไลน์